Amniotic fluid embolism (AFE)
เชื่อว่าเกิดจากน้ำคร่ำหรือสิ่งที่ลอยอยู่ในน้ำคร่ำ เช่นเซลล์หรือขนของทารก เข้าไปในกระแสเลือดของแม่ผ่านทางรก และไปเหนี่ยวนำให้ระบบภูมิคุ้มกันของแม่ทำงานต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา ซึ่งเป็นผลให้ระบบไหลเวียนเลือด การทำงานของหัวใจ และการทำงานของปอดล้มเหลว เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นในระหว่างการคลอดระยะก้าวหน้า (ระยะที่ปากมดลูกมีการขยายตัวออกเต็มที่) ในระหว่างที่มีการคลอดทารกออกมา ในระหว่างการผ่าตัดคลอด และแม้แต่ภายหลังการคลอดทารกทางช่องคลอด ซึ่งเคยมีรายงานว่าสามารถเกิดขึ้นได้หลังจากคลอดทารกไปแล้ว 48 ชั่วโมง ถึงแม้ว่าอุบัติการณ์ของการเกิด AFE นั้นจะน้อยมากคือประมาณ 1 ใน 80,000 แต่เป็นภาวะที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของแม่และทารกเป็นอย่างมาก จากการศึกษาพบว่า 75 % ของแม่ที่รอดชีวิตมักจะมีความผิดปกติของระบบประสาท และในส่วนของทารก หากทารกยังมีชีวิตอยู่ในระหว่างที่เกิด AFE ประมาณ 70 % ทารกจะรอดชีวิตเมื่อคลอด แต่ 50% ของทารกที่รอดชีวิตมักจะได้รับผลกระทบทำให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาท อย่างไรก็ตาม AFE เป็นภาวะที่ป้องกันไม่ได้ ทำนายล่วงหน้าได้ยากมากเนื่องจากเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด AFE
- มารดามีอายุมากเมื่อตั้งครรภ์
-
ผ่านการตั้งครรภ์และการคลอดมาหลายครั้ง
-
มีขี้เทาของทารกปนอยู่ในน้ำคร่ำ
-
มีบาดแผลหรือ รอยถลอกบริเวณปากมดลูก
-
ทารกเสียชีวิตในครรภ์
-
มดลูกมีการบีบรัดตัวอย่างรุนแรงและมีการบับรัดตัวถี่มาก
-
ปากมดลูกเปิดออกอย่างรวดเร็วและคลอดทารกออกมาอย่างรวดเร็ว
-
มีปริมาณน้ำคร่ำมาก
-
มดลูกแตก
-
มารดามีประวัติการแพ้ (ในอเมริกาพบว่าผู้ที่มีภาวะ AFE เคยมีประวัติการแพ้สูงถึง 41%)
-
เนื้อเยื่อของทารกในครรภ์อักเสบเนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย
-
ทารกมีขนาดใหญ่
-
พบในการตั้งครรภ์ทารกเพศชายมากกว่าการตั้งครรภ์ทารกเพศหญิง
-
ผลจากฮอร์โมน Oxytocin (ยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด)
อาการแสดง
ระยะแรก เมื่อน้ำคร่ำและเซลล์ของทารกผ่านเข้าไปในระบบไหลเวียนเลือดแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี ทำให้หลอดเลือดแดงปอดมีการหดตัวทำให้ความดันในปอดสูงขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจหอบเหนื่อยและความดันลดลงอย่างทันทีทันใด หลังจากนั้นอาการจะมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก ความดันในหัวใจห้องล่างขวาสูงขึ้น เซลล์เริ่มขาดออกซิเจน หัวใจล้มเหลว การหายใจล้มเหลว และไม่นานหลังจากนี้ผู้ป่วยจะเข้าสู่ภาวะโคม่า
ระยะที่สอง แม้ว่าผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถรอดชีวิตจากระยะแรก แต่ประมาณ 40% ของผู้รอดชีวิตจากระยะแรกจะมีการพัฒนาไปสู่ระยะที่สองซึ่งเป็นระยะเลือดออก ผู้ป่วยอาจมีอาการหนาวสั่น ไอ คลื่นไส้ รับรสขมในปาก มีเลือดออกและมีลิ่มเลือดเกิดขึ้นในกระแสเลือดเนื่องจากระบบเลือดได้สูญเสียความสามารถในการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ภาวะเซลล์ขาดออกซิเจนจะส่งผลให้ทารกในครรภ์ขาดออกซิเจนด้วย อัตราการเต้นของหัวใจของทารกจะลดลงน้อยกว่า 110 ครั้งต่อนาที จึงต้องรีบทำการคลอดโดยด่วน ภายหลังการคลอดมักพบว่ามดลูกจะมีการหดรัดตัวไม่ดีทำให้เสียเลือดมากและเสียชีวิตในที่สุด
|