ความก้าวหน้าของวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก
ในฐานะที่เป็นหมอสูติฯ ต้องพบปะกับผู้ป่วยที่เป็นคุณผู้หญิงเป็นหลัก คำถามยอดฮิตที่ผมถูกถามถึงบ่อยที่สุดในระยะนี้ ก็คงจะเป็นเรื่องของวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ซึ่งกำลังอยู่ในความสนใจของสังคมไทย
ดังนั้นหากสามารถป้องกันได้ง่ายๆ โดยการฉีดวัคซีนแล้วละก้อ ถ้าผมเป็นคุณผู้หญิง ก็คงต้องขวนขวายหาทางฉีดเพื่อป้องกันตัวไว้ก่อนอย่างแน่นอน วัคซีนตัวนี้ในปัจจุบันยังจัดว่าค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับค่าครองชีพและรายได้ของคนในบ้านเรา ดังนั้นก่อนจะแนะนำให้คุณผู้อ่านไปฉีดกัน ผมคงต้องให้ความรู้เป็นพื้นฐานแก่ทุกท่านเสียก่อน และวันนี้เราจะคุยกันเรื่องวัคซีนนี่แหละครับ
ข้อมูลพื้นฐานที่นำมาอ้างอิงเรื่องวัคซีนในที่นี้ ใหม่ล่าสุดเลยครับ และรับรองว่าคงมีคุณผู้อ่านน้อยท่านมากที่จะเคยทราบเรื่องนี้มาก่อน เพราะได้มาจากงานวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Lancet ฉบับเดือนมิถุนายน 2550 นี้เอง และจากการประชุมแพทย์ทั่วโลก Wonca World Conference ครั้งที่ 18 ที่สิงคโปร์ ซึ่งเพิ่งจัดไปหมาดๆ เมื่อ 24 – 27 กรกฎาคม นี้เอง มีความก้าวหน้าไปมาก ของการพัฒนาวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ซึ่งน่าจะเป็นคำตอบที่สำคัญ ของการดูแลสุขภาพสตรีไทยในทศวรรษหน้าเลยทีเดียว
ก่อนอื่นต้องขอปูพื้นคร่าวๆ ก่อนนะครับ ว่าเหตุที่มะเร็งปากมดลูกจัดเป็นโรคที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นมะเร็งที่พบได้เป็นอันดับ 2 ของมะเร็งในสตรีทั่วโลก รองจากมะเร็งเต้านม และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ของสตรีทั่วโลก รองมาจากมะเร็งเต้านมและมะเร็งปอด ซึ่งปัจจุบันทราบแน่ชัดแล้วว่าสาเหตุหลักสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ก็คือการติดเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์ที่ก่อมะเร็ง ที่บริเวณปากมดลูก ซึ่งที่พบบ่อยที่สุดคือ สายพันธุ์ 16, 18, 31 และ45 เป็นต้น จากที่มีอยู่มากกว่า 100 สายพันธุ์ นอกจากนี้บางสายพันธุ์ เช่นสายพันธุ์ที่ 6 และ 11 ยังก่อให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ชนิดหนึ่งคือ หูดหงอนไก่ ซึ่งก็ตรวจพบได้ค่อนข้างบ่อยเช่นกัน
การติดเชื้อ HPV นั้นจะมีลักษณะจำเพาะ คือจะจำกัดอยู่แต่ภายในเยื่อบุปากมดลูกเท่านั้น เชื้อจะไม่แพร่กระจายไปในกระแสเลือด จึงมักไม่มีอาการทางร่างกาย เป็นไข้ ตกขาว หรือเลือดออกจากปากมดลูก ให้เป็นที่สังเกตพบได้ง่าย เรียกว่าเจ้าเชื้อตัวนี้จะชอบเข้ามาทำอันตรายเราอย่างเงียบๆ ไม่มีการอักเสบหรือการตายของเซลล์เกิดขึ้น ดังนั้นระยะเวลาตั้งแต่รับเชื้อ จนกระทั่งตรวจพบรอยโรคที่ปากมดลูก จึงแปรปรวนมากตั้งแต่หลายสัปดาห์ ไปจนถึงหลายเดือน ปัจจุบันการตรวจมะเร็งปากมดลูกแบบพิเศษ Thin - prep PAP test อาจช่วยวินิจฉัยความเปลี่ยนแปลงของเซลล์ได้เร็วขึ้น และทางการแพทย์ก็สามารถตรวจ DNA ของเชื้อ HPV เพื่อยืนยันการติดเชื้อได้ แต่การสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายภายหลังได้รับเชื้อ ที่เรียกว่า แอนติบอดี โดยธรรมชาติ ก็ยังทำได้ไม่ดี เพราะตัวเชื้อเองสามารถหลบหลักการตรวจพบของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย และยังชะลอการกระตุ้นภูมิคุ้มกันอีกด้วย ในการติดเชื้อ HPV ตามธรรมชาติ จะมีเพียงร้อยละ 50 เท่านั้น ที่ตรวจพบการตอบสนองของร่างกายในการสร้างภูมิคุ้มกันแอนติบอดี และระดับภูมิคุ้มกันก็จะลดลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่ผ่านไป ทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคต่ำลง
เมื่อเป็นเช่นนี้ การฉีดวัคซีนป้องกัน HPV จำนวน 3 เข็มจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ทั้งนี้สำหรับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพดีนั้น ควรจะต้องช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันในกระแสเลือดได้ในปริมาณสูง เพื่อจะสามารถส่งแอนติบอดีให้ซึมผ่านมาที่บริเวณเซลล์เยื่อบุผิวของปากมดลูกได้มาก และเนื่องจากเซลล์เยื่อบุผิวจะสามารถเกิดการติดเชื้อ HPV ซ้ำๆ กันได้หลายครั้ง ดังนั้นวัคซีนที่ดี จะต้องทำให้ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นคงอยู่ได้เป็นเวลานานๆ อีกด้วย ปัจจุบันในบ้านเรา วัคซีนที่มีใช้อยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ มีชนิดเดียวซึ่งเป็นวัคซีนที่ป้องกันเชื้อ HPV ได้ 4 สายพันธุ์ คือสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เป็นตัวก่อมะเร็งปากมดลูก และสายพันธ์ที่ 6 และ 11 ซึ่งเป็นต้นเหตุของหูดหงอนไก่ แต่โดยที่ส่วนประกอบหลักของวัคซีนนั้นมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือ แอนติเจน ที่ใช้กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่เฉพาะที่กับตัวกระตุ้นนั้นๆ (ในที่นี้คือ HPV) กับอีกส่วนหนึ่งเป็นสารที่ช่วยเสริมฤทธิ์ภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นมา ซึ่งส่วนหลังนี้เองที่ทางการแพทย์ได้มีนวัตกรรมใหม่ของการผลิตวัคซีน ให้สามารถกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันได้สูง และคงอยู่นานกว่าวัคซีนแบบเดิม เพราะสามารถกระตุ้นให้เกิดการจดจำเชื้อได้ ของระบบภูมิคุ้มกัน (memory B cells) อีกด้วย วัคซีนตัวใหม่นี้กำลังจะเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา ภายใน 1 – 2 เดือนนี้
วัคซีนตัวใหม่สามารถป้องกันเชื้อ HPV ได้ 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ที่ 16 และ 18 โดยสามารถสร้างระดับภูมิคุ้มกันได้สูงกว่าที่เกิดโดยธรรมชาติถึง 11 เท่า และคงอยู่นานถึง 5 ปีครึ่ง (วัคซีนตัวเดิมรายงานไว้เพียง 5 ปี) นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยว่าใช้ได้ผลดีกับสตรีอายุ 10 – 55 ปีเลยทีเดียว (วัคซีนตัวเดิมแนะนำให้ฉีดในช่วงอายุ 9 –26 ปี) และยังส่งผลช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน สายพันธุ์ 31 และ 45 ที่ก็เป็นตัวก่อมะเร็งเหมือนกันได้อีกด้วย ดังนั้นคนที่นิยมของใหม่ คงต้องอดใจรออีกหน่อยนะครับ แต่ถ้านิยมของเดิม ฉีดวัคซีนตัวเดิม (ชนิด 4 สายพันธุ์) นอกจากป้องกันมะเร็งปากมดลูกแล้ว ยังได้แถมป้องกันหูดหงอนไก่อีกด้วย คุณผู้อ่านชอบแบบไหนก็เลือกได้ตามต้องการ หรืออาจปรึกษาสูตินรีแพทย์ที่ท่านไว้วางใจก่อนตัดสินใจก็ได้นะครับ
บทความโดย : นพ.พูนศักดิ์ สุชนวณิช สูตินรีแพทย์ สถานบันเพอร์เฟค วูแมน
|