layout_pfw_thai
ภาวะที่ทารกในครรภ์ไม่มีกะโหลกศีรษะ Anencephaly

  :: มะเร็งปากมดลูก (HPV) ::

HPV

 

มะเร็งปากมดลูก..สถิติที่เพิ่มขึ้นทุกวันของผู้หญิงทั่วโลก

มะเร็งปากมดลูก...โรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ  1  ในผู้หญิงไทย  โดยปัจจุบันมีสถิติของผู้เสียชีวิตเฉลี่ยสูงถึง  7  คนต่อวัน และเป็นมะเร็งที่ทำให้ผู้หญิงทั่วโลกเสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับ  3 มะเร็งปากมดลูก...ภัยเงียบที่อาจรู้เมื่อสายเกินไป
โดยไม่มีอาการ  ไม่มีสัญญานใดๆ  โรคร้ายนี้จะใช้เวลาประมาณ  5-10  ปี  นับจากช่วงแรกที่เซลล์บริเวณปากมดลูก  เริ่มมีอาการเปลี่ยนแปลงจนถึงระยะที่ภาวะของโรคอยู่ในระดับรุนแรงมากขึ้น
ดังนั้น  การตรวจภายในอย่างสม่ำเสมอ  จึงเป็นวิธีการป้องกันตัวเองอย่างหนึ่ง  และทำให้มีโอกาสรักษาที่หายขาดได้ถ้าหากมีการตรวจพบแบบเนิ่น ๆ

รู้ทัน  เพื่อป้องกันต้วเองจากปากมดลูก

“มะเร็งปากมดลูก”  ไม่ได้เกิดจากกรรมพันธ์  แต่มีสาเหตุสำคัญมาจากการติดเชื้อไวรัส  ในทศวรรษที่ผ่านมา  แพทย์และนักวิจัยได้พยายามศึกษาสาเหตุของโรคร้ายนี้  ที่ปัจจุบันได้คร่าชีวิตผู้หญิงทั่วโลกปีละกว่า  270,000  คน  และได้ค้นพบว่า  ประมาณ 99.7%  ของผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูก  จะตรวจพบไวรัสชนิดหนึ่งที่เรียกว่า  เอชพีวี  (HAP:  Human  Papillomavirus)  โดยไวรัสชนิดนี้ติดต่อง่ายผ่านสัมพันธ์รักกับคู่ของคุณ  ซึ่งจากสถิติพบว่า  วัยรุ่นช่วงอายุ  18-28  ปี  มีสถิติการติดเชื้อ  HPV  มากที่สุด  ตัวเชื้อไวรัสเองนั้นก็มีหลายสายพันธุ์เหมือนๆ  กับ ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอื่นๆ  โดยสายพันธุ์ที่อันตรายคือ  HPV  16,18,31และ45  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  HPV  16  และ  18  นั้น  เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูกประมาณ  70%  นอกจากนี้ยังมีเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ  เช่น  HPV  6  และ  11  ที่เป็นสาเหตุหลัก  90%  ของการเกิดโรคหูดอวัยวะเพศ  (หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  โรคหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศ)  ซึ่งโรคนี้ถึงแม้จะรักษาได้แต่ก็มักจะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำๆ  อีกครั้ง

วันนี้...ผู้หญิงเลือกได้ที่จะไม่เสี่ยง

การเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากมะเร็งปากมดลูกหรือลดโอกาสเสี่ยงจากการติดเชื้อเอชพีวี  เป็นเรื่องสำคัญของผู้หญิงยุคนี้โดยมีข้อแนะนำที่ทำง่ายๆ  คือ

  1. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย
  2. ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ  หรือมีคู้นอนหลายคน
  3. ควรจะให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่เรียกว่า  แป็ปสเมียร์  (Pap  smear)  ซึ่ง

ปัจจุบันสามารถทำได้สะดวกรวดเร็ว  โดยควรที่จะได้รับการตรวจเป็นประจำทุกๆ ปี  เพื่อให้เราทราบว่า  เซลล์บริเวณปากมดลูก  มีลักษณะเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติหรือไม่  เพราะการรักษาในระยะก่อนเป็นมะเร็ง  จะทำให้มีโอกาสหายขาดได้ค่อนข้างสูง  ในขณะที่การรักษาในระยะลุกลามนั้นจะรักษายากและทำให้มีโอกาสเสียชีวิตมากขึ้น 

นวัตกรรมเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกชัยชนะของผู้หญิงทั้งโลก

ความสำเร็จจากการค้นพบสาเหตุ  ได้นำมาสู่การพัฒนาและวิจัยในส่วนของภูมิคุ้มกัน  ที่ช่วยลดโอกาสในการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ถึง  70%  ซึ่งเป็นผลมาจากการติดเชื้อเอชพีวีในสายพันธุ์ที่สำคัญ  รวมทั้งป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี  ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศอีกด้วย

ประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อเอชพีวีได้หลายสายพันธุ์  ทำให้ภูมิคุ้มกันมะเร็งปากมดลูกนี้ได้รับการยอมรับและผ่านการอนุมัติการใช้แล้วกว่า  70  ประเทศทั่วโลก  เช่น  สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศในยุโรปรวมทั้งประเทศต่างๆ  ในแถบเอเชีย  ได้แก่  ไต้หวัน  ฮ่องกง  มาเลเซีย  และ  สิงค์โปร์  นอกจากนี้ในประเทศชั้นนำอย่างออสเตรเลียและบางรัฐของสหรัฐอเมริกา  ยังได้ประกาศให้ภูมิคุ้มกันนี้  เป็นภาคบังคับสำหรับเด็กหญิงในช่วงอายุ  9-26  ปี  ถึงแม้ว่าจะมีนวัตกรรมที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกแล้ว  การตรวจ  แป๊ปสเมียร์  อย่างสม่ำเสมอ  ก็เป็นเรื่องที่สูติ-แพทย์  ยังคงแนะนำให้ปฏิบัติอยู่  เพราะการป้องกันดังกล่าว  สามารถควบคุมเฉพาะในส่วนของเชื้อเอชพีวีสายพันธ์ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งปากมดลูกในขณะที่เรายังมีโอกาสติดเชื้อเอชพีวีในสายพันธุ์อื่นๆ  ที่มีผลต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก

คำถามที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับ...วัคซีนเอชพีว

การฉีดวัคซีนเอชพีวีมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยอย่างไรบ้าง

จากการศึกษาในอาสาสมัครสตรีมากกว่า 20,000 รายที่ยังไม่เคยติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 มาก่อน พบว่าการฉีดวัคซีนเอชพีวีมีประสิทธิภาพสูงมากในการป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่นำมาทำวัคซีน และสามารถป้องกันความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกที่จะเกิดขึ้นจากเชื้อดังกล่าวก่อนที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้สูงถึงร้อยละ 100 สำหรับในด้านความปลอดภัยนั้น พบว่าการฉีดวัคซีนเอชพีวีมีความปลอดภัยสูง ไม่พบอาการข้างเคียงที่รุนแรง อาการที่พบได้บ่อยคือ อาการปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีดยาซึ่งไม่รุนแรงและหายไปได้เอง

สตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้วจะฉีดวัคซีนเอชพีวีได้หรือไม่
การฉีดวัคซีนเอชพีวีจะได้ผลดีที่สุดถ้าปากมดลูกยังไม่มีการติดเชื้อเอชพีวี ซึ่งส่วนใหญ่ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ ถ้ามีเพศสัมพันธ์แล้วและยังไม่มีการติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 ก็จะได้รับประโยชน์เต็มที่จากการฉีดวัคซีนเอชพีวี แต่ถ้ามีการติดเชื้อเอชพีวีทั้ง 2 สายพันธุ์ แล้วจะไม่ได้ประโยชน์จากการฉีดวัคซีนเอชพีวี
อย่างไรก็ตามจากการศึกษาความชุกของการติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 ในสตรีอายุ 14-72 ปี จำนวนมากกว่า 20,000 ราย พบว่า สตรีที่ติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่ปากมดลูกมีน้อยกว่า 1% ดังนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นผู้หญิงที่แต่งงานหรือมีเพศสัมพันธ์แล้ว ส่วนใหญ่ก็ยังได้รับประโยชน์จากการฉีดวัคซีนเอชพีวีในการป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 16 และ/หรือ 18

ทำไมวัคซีนเอชพีวี ไม่สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

วัคซีนเอชพีวีที่มีใช้อยู่สามารถป้องกันการติดเชื้อและรอยโรคก่อนมะเร็งที่เกิดจากเชื้อเอชพีวีมสายพันธุ์ 16 และ 18 ได้สูงถึงร้อยละ 100 แต่เชื้อดังกล่าวเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกเพียงร้อยละ 70 จึงมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกได้จากเชื้อเอชพีวีที่เหลืออีกร้อยละ 30 ดังนั้นหลังจากฉีดวัคซีนเอชพีวีแล้วจึงจำเป็นต้องมารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยแพบสเมียร์อยู่

จำเป็นต้องวัดภูมิคุ้มกัน ภายหลังจากการฉีดวัคซีนหรือไม่ ?

ไม่จำเป็น เพราะจากการศึกษาอาสาสมัครประมาณ 1,000 คน ที่ได้รับวัคซีนครบ 3 ครั้ง พบว่ามีการสร้างภูมิคุ้มกันทุกราย อีกทั้งในขณะนี้ยังไม่มีชุดตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเอชพีวีที่สามารถทำได้ในโรงพยาบาลทั่วไป

จะทราบได้อย่างไรว่าร่างกายมีการติดเชื้อเอชพีวีแล้วหรือยัง

สตรีที่ติดเชื้อเอชพีวี จะไม่มีอาการผิดปกติไม่มีไข้หรือตกขาว การติดเชื้อส่วนใหญ่หายได้เอง จะมีเพียงส่วนน้อยที่เป็นการติดเชื้อแบบฝังแน่นเรื้อรัง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินโรคมะเร็งปากมดลูก ขณะนี้ในทางการแพทย์ยังไม่ทราบว่า สตรีที่ติดเชื้อรายใดจะดำเนินโรคเป็นมะเร็งปากมดลูกในอนาคต ดังนั้นสตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้วทุกรายจึงควรได้รับการป้องกันมะเร็งปากมดลูก สำหรับการตรวจหาเชื้อเอชพีวีก่อนฉีดวัคซีน นั้นไม่มีความจำเป็นเพราะการตรวจไม่สามารถระบุได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าการติดเชื้อนั้นจะเป็นแบบฝังแน่นเรื้อรังที่จะกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกได้

จะฉีดวัคซีนก่อนแต่งงาน หากฉีดวัคซีนเอชพีวีแล้วจะมีผลในการป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีทันหรือไม่ หรือจะต้องรอฉีดให้ครบ 3 เข็มก่อน

หากจะมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ฉีดวัคซีนเอชพีวี ควรใช้ถุงยางนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีและป้องกันการตั้งครรภ์ ในช่วงที่ฉีดวัคซีนเอชพีวีไม่ควรตั้งครรภ์ควรรอฉีดให้ครบ 3 เข็มไปแล้วอย่างน้อย 1 เดือน

การฉีดวัคซีนเอชพีวี จะช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้นานเท่าไร
จากข้อมูลที่มีอยู่จนถึงปัจจุบันพบว่า การฉีดวัคซีนเอชพีวีทำให้ร่างกายมีระดับภูมิคุ้มกันสูงมาก สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีและรอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูกได้นานอย่างน้อย 5 ปีครึ่ง ระดับภูมิคุ้มกันที่มีอยู่สูงกว่าระดับภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อเอชพีวีตามธรรมชาติมาก ดังนั้นหลังจากฉีดวัคซีนครบ 3 เข็ม (ในช่วงเวลา 6 เดือน) จึงไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำที่ 5 ปี ระดับภูมิคุ้มกันจะคงอยู่นานเท่าไรนั้นจะต้องติดตามดูต่อไป

“สิ่งที่ควรทราบคือ การติดเชื้อเอชพีวีตามธรรมชาตินั้นไม่สามารถกรุตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ทุกคน และระดับภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นก็ต่ำกว่าการฉีดวัคซีนเอชพีวีมาก อาจจะไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีในอนาคต”


วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) 3 เข็ม

ราคาปกติ 17,700.- บาท ราคาโปรโมชั่น 13,500.- บาท
ผ่อน 0% 3 เดือน กับ KTC

วันนี้ถึง 29 กุมภาพันธ์ 2551
 

 

 

     
     
     
     
 
 
สถาบันเพอร์เฟควูแมน โรงพยาบาลปิยะเวท Women's Health Care Services Provider “The Perfect Woman Institute
 
© 2006-2007 Perfect Woman Institute @ Piyavate Hospital | โรงพยาบาลปิยะเวท. All rights reserved. th
Floor 2 998 Rimklongsamsen Road, Bangkapi, Huay Kwang, Bangkok, Thailand 10310
Phone: (66)(8) 060 0026       Fax: (66)(2) 625 6596
Perfect Woman Institute is established to ensure the highest health standard for women in Thailand www.perfectwomaninstitute.com