•  
 

 

เดือนที่ 1 เดือนที่ 2 เดือนที่ 3 เดือนที่ 4 เดือนที่ 5 เดือนที่ 6 เดือนที่ 7 เดือนที่ 8 เดือนที่ 9

 


การตั้งครรภ์ในเดือนที่ี่ 5

พัฒนาการของตัวอ่อนในครรภ์

        เมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 20 ตอนนี้ทารกจะมีความยาวจากศีรษะถึงสะโพกยาวประมาณ 16 เซนติเมตร (6 1/3 นิ้ว) น้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 340 กรัม (12 ออนซ์) อัตราการเจริญเติบโตของขนาดและรูปร่างซึ่งพัฒนาอย่างรวดเร็วมาตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ตอนนี้เริ่มที่จะช้าลงเล็กน้อยเพื่อพัฒนาส่วนของรายละเอียดและความสมบูรณ์ของอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น ปอด ระบบทางเดินอาหาร ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

        เปลือกตาทั้งสองข้างยังคงปิดสนิทเช่นเดิม แต่กล้ามเนื้อกลอกตาได้พัฒนาไปอย่างมาก และมีความแข็งแรงพอที่ทารกจะเริ่มกลอกตาจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งได้

        ร่างกายของทารกในเดือนนี้จะดูอ้วนขึ้นมากเมื่อเทียบกับเดือนที่แล้ว เนื่องจากได้มีการสร้างเนื้อเยื่อชั้นไขมันขึ้นมา ไขมันชนิดที่มีสีออกน้ำตาล เรียกว่า Brown fat จะพบบริเวณต้นคอ ไต และใต้กระดูกทรวงอก ในขณะที่เนื้อเยื่อชั้นไขมันชนิดปกติ White fat นั้นจะปกคลุมพื้นที่ทั่วร่างกาย

        ผิวหนังยังคงมองเห็นทะลุผ่านเข้าไป สามารถมองเห็นเส้นเลือดเป็นเครือข่ายโยงใยอยู่ทั่วร่างกาย ผิวหนังมีขนอ่อนๆ ที่เรียกว่า Lanugo ปกคลุมอยู่ทั่วร่างกาย และมีไขสีขาวขุ่นเคลือบผิวอีกที ไขนี้มีหน้าที่ปกป้องผิวจากน้ำคร่ำนั่นเอง่

        แขนและขาสมบูรณ์มากขึ้น กระดูกมีความแข็งแรงมากขึ้น และตอนนี้ทารกสามารถกำมือเพื่อหยิบจับอะไรต่ออะไรได้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น

        ทารกจะมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นเนื่องจากกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงมากขึ้นและระบบประสาทมีการพัฒนาไปมาก การเคลื่อนไหวจึงสัมพันธ์กันมากขึ้น ในเดือนนี้คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหว และความแข็งแรงนั้น

        เสียงจากโลกภายนอกสามารถทำให้ทารกได้ยิน ทารกจะสามารถจำเสียงของคุณแม่ได้ เสียงของการหายใจ เสียงที่เกิดจากการย่อยอาหาร เสียงหัวใจคุณแม่เต้น สามารถได้ยินอย่างชัดเจนจากภายใน ทารกมีการตอบสนองต่อเสียงจากภายนอก เช่น เมื่อได้ยินเสียงดนตรี ทารกจะมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นและมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น คุณแม่บางท่านสามารถทราบได้ว่าลูกมีแบบแผนการเคลื่อนไหวร่างกายแตกต่างกันไปตามดนตรีแต่ละประเภท นั่นหมายถึงลูกได้ยินเสียงจากภายนอกแน่นอน

 

การเปลี่ยนแปลงของร่างกายคุณแม

      ร่างกายของคุณแม่ขณะนี้จะขยายใหญ่ขึ้น ไม่เพียงแต่หน้าท้องเท่านั้น แต่ต้นขาและน่องก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย ตอนนี้ส่วนยอดของมดลูกจะอยู่ที่บริเวณสะดือ หากลองวางนิ้วลงไปบริเวณนั้นบางทีคุณแม่อาจจะรู้สึกได้ มดลูกจะมีขนาดโตขึ้นเรื่อยๆและมีขนาดโตขึ้นสัปดาห์ละประมาณ 1 เซนติเมตร สีผิวบริเวณกึ่งกลางของท้องจะเข้มมากขึ้น และคุณแม่อาจพบว่ามีสีผิวเข้มขึ้นเป็นบางจุดบนใบหน้าด้วย คุณแม่จะมีเหงื่อออกมากในช่วงนี้เนื่องจาก อัตราการเผาผลาญพลังงานที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดความร้อน 

       เต้านมยังคงขยายใหญ่ขึ้นไปอีก และสีผิวบริเวณหัวนมจะเข้มขึ้น คุณแม่จะมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นอย่างน้อย 6 ปอนด์แล้วในตอนนี้

       เมื่อคุณแม่นอนลงหรือนั่งพัก ในท้องของคุณไม่หยุดพักตามไปด้วย เมื่อทารกมีการเคลื่อนไหวและพัฒนากล้ามเนื้อต่างๆ ในช่วงเย็นๆคุณแม่จะพบว่าเป็นช่วงที่ทารกมักมีการเคลื่อนไหวมากที่สุด

       คุณอาจจะยังคงมีอาการท้องผูกเช่นเดิม อาจมีอาการแสบลิ้นปี่และอาการที่เกิดจากอาหารไม่ย่อย เช่น ท้องอืด เรอ มีแก๊สในกระเพาะอาหารมากผิดปกติ 

       คุณแม่ยังคงต้องเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะบ่อยๆ (คุณแม่จะปัสสาวะถี่ขึ้นอีกครั้งเมื่อถึงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ เนื่องจากขนาดของมดลูกที่โตขึ้นจะทำให้ไปกดกระเพาะปัสสาวะ)

       คุณแม่อาจวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อาการอ่อนเพลีย กังวล หรือแม้แต่ความหิวก็อาจเป็นสาเหตุ หากคุณแม่มีอาการปวดศีรษะรุนแรงแบบไมเกรน ควรปรึกษาแพทย์ อย่าใช้ยาเองโดยเฉพาะแอสไพริน

       คุณแม่อาจจะรู้สึกคัดจมูกและมีน้ำมูก เหมือนกับเป็นภูมิแพ้นอกฤดูกาล

       คุณแม่จะรู้สึกหิวมากขึ้น และค้นหาของกินอยู่ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน

คำแนะนำในการปฏิบัติตัวของคุณแม่

       คุณแม่อาจรู้สึกเจ็บแปลบที่บริเวณท้องด้านล่าง เป็นอาการที่ปกติเนื่องจากเมื่อมดลูกขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วกล้ามเนื้อที่ยึดมดลูกเอาไว้ก็จะต้องรับน้ำหนักมากขึ้น และถูกดึงรั้งมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อคุณแม่หมุนตัวหรือเคลื่อนไหวเร็วๆ กล้ามเนื้อที่ตึงอยู่นี้ก็จะถูกดึงให้ยืดออกอีกโดยเร็วทำให้รู้สึกเจ็บแปลบๆได้ หากคุณแม่รู้สึกเจ็บพยายามงอตัวไปด้านที่รู้สึกเจ็บก็จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น

       อาการปวดหลังเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น อาจเกิดจากน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นที่บริเวณท้อง ทำให้กล้ามเนื้อต้องรับน้ำหนักมากขึ้น หรือท่าเดิน ยืน นั่ง ที่ไม่ถูกต้อง หรืออาจเกิดจากการที่กระดูกสันหลังส่วนล่างโก่งงอออกเพื่อรองรับการขยายตัวของมดลูก กระดูกสันหลังจะบิดตัวเองซึ่งเป็นสาเหตุให้คุณแม่รู้สึกปวดหลังได้

       เล็บมือและเล็บเท้าของคุณแม่จะอ่อนและเปราะมากขึ้น เนื่องมาจากการเพิ่มมากขึ้นของฮอร์โมน ดังนั้นในระหว่างการตั้งครรภ์คุณแม่จำเป็นที่จะต้องมีการดูแลเล็บให้ดีกว่าปกติ

       เส้นผมของคุณแม่ก็จะมีความมันมากยิ่งขึ้น บางทีคุณแม่อาจรู้สึกได้ว่าผมหนามากขึ้นแต่ไม่ได้เป็นเพราะมีการผลิตเส้นผมใหม่มากขึ้น สาเหตุเพราะว่าฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงทำให้ผมร่วงน้อยลง คุณจึงจำเป็นต้องดูแลเส้นผมให้มากขึ้น ต้องสระผมให้บ่อยขึ้น เวลาใช้ครีมนวดผม conditioner หรือ treatment ต่างๆ ควรใส่เฉพาะบริเวณปลายผมเท่านั้น

       ผิวหนังของคุณแม่ก็จะผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นด้วยเช่นกัน ผิวหน้าจะมันมากขึ้น เกิดจากการที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนมากขึ้นนั่นเอง การที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงจะไปกระตุ้นการผลิตเม็ดสีเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดฝ้าขึ้นได้ ในผู้หญิงที่มีสีผิวเข้มอยู่แล้วจะพบเป็นรอยจางๆ แต่หากมีผิวสีขาวก็จะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น แต่มันก็จะจางหายไปหลังจากการคลอด ดังนั้น อย่าไปกังวลกับมันมากนัก เวลาออกนอกบ้านเพียงแต่ใช้ครีมกันแดด และกางร่มก็จะช่วยให้เกิดฝ้าน้อยลง เพราะแสงแดดก็จะเป็นสิ่งที่ไปกระตุ้นการผลิตเม็ดสีให้เพิ่มมากขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

       เมื่อทารกมีการเคลื่อนไหวคุณแม่ก็มักจะรู้สึกได้ แต่บางครั้งที่กำลังยุ่งอาจไม่ทันได้สังเกตการเคลื่อนไหวที่เบาๆนั้น แต่เมื่ออายุครรภ์ได้ 24 – 32 สัปดาห์ การเคลื่อนไหวของทารกมักจะชัดเจน แพทย์จะแนะนำให้คุณแม่นับจำนวนครั้งที่ทารกมีการเคลื่อนไหวในแต่ละวัน คุณแม่อาจจะนับได้มากกว่าสิบครั้งต่อวันก็ถือว่าใช้ได้แล้ว หากคุณสังเกตว่าทารกดิ้นน้อยลงมาก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอัลตร้าซาวด์เพื่อให้เห็นว่าทารกมีการเคลื่อนไหวดีเป็นปกติ

       คุณแม่บางท่านอาจพบกับปัญหาของการนอนไม่หลับ ซึ่งอาจทำให้หงุดหงิด การนอนไม่หลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆระหว่างการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุและมีวิธีการแก้ไขที่แตกต่างกันไป

      อะไรคือสาเหตุของการนอนไม่หลับระหว่างตั้งครรภ์
    • มีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนต่างๆในร่างกาย
    • เมื่อคุณแม่ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆในเวลากลางคืน เนื่องจากขนาดของมดลูกที่โตขึ้นไปกดทับกระเพาะปัสสาวะทำให้ปวดปัสสาวะบ่อยๆ หรือจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในช่วงไตรมาสแรกที่ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัวทำให้ปวดปัสสาวะบ่อยได้เช่นกัน เมื่อกลับมานอนต่อบางคนไม่สามารถหลับต่อได้อีก 
    • เมื่อท้องมีขนาดโตขึ้นมากทำให้หายใจไม่สะดวก เพราะตัวเด็กจะไปกดปอดได้ในท่านอน บางทีไม่สามารถหาท่านอนที่สุขสบายได้จึงทำให้นอนไม่หลับ
    • เนื่องจากทารกมีการเคลื่อนไหว อาจเตะโดนมดลูกของแม่ทำให้เจ็บหรือสะดุ้งตื่นได้
    • ความรู้สึกตื่นเต้นกังวลกับการคลอดอาจทำให้ไม่สามารถผ่อนคลายได้ ก็เป็นสาเหตุให้นอนไม่หลับได้เช่นกัน
      จะทำอย่างไรจึงจะนอนหลับ
    • มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
    • ดื่มเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่ไม่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ผสมอยู่ก่อนที่จะเข้านอน
    • อาบน้ำอุ่นก่อนเข้านอน
    • หาหนังสือสักเล่มมาอ่านบนเตียง
    • ให้คุณพ่อนวดบริเวณหลัง ไหล่ และคอให้ก่อนนอนด้วยโลชั่นที่มีกลิ่นที่ทำให้ผ่อนคลาย
    • ฟังเพลงที่ทำให้ผ่อนคลายหรือเสียงของธรรมชาติก่อนนอน
    • ใช้หมอนเล็กๆหนุนที่บริเวณท้องและระหว่างขาทั้งสองข้างจะช่วยให้ได้ท่านอนที่สุขสบายขึ้น
    • หากรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออกเมื่อนอนอาจใช้หมอนหลายใบหนุนศีรษะให้สูงเพื่อที่จะได้หายใจสะดวกขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

        เส้นเลือดขอด

        ระหว่างการตั้งครรภ์เส้นเลือดดำที่ขาจะต้องรับแรงกดดันเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าของปกติ ยิ่งถ้าหากว่าที่คุณแม่มีน้ำหนักมากกว่ามาตรฐานด้วยแล้ว และถ้าหากการตั้งครรภ์เริ่มเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ก็มักจะพบเส้นเลือดขอดเกิดขึ้นได้เสมอ วิธีที่จะช่วยแก้ไขให้ดีขึ้นหรือป้องกันการเกิดเส้นเลือดขอดนั้นสามารถทำได้โดย ทำให้การหมุนเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงขาสามารถไหลเวียนได้สะดวกขึ้น เมื่อมีเวลาว่างอยู่ที่บ้าน อาจยกขาสูงพิงไว้กับข้างฝาชั่วขณะหนึ่ง หรือในระหว่างวันก็สามารถทำกายบริหาร ออกกำลังโดยหมุนข้อเท้าไปรอบๆ ทำบ่อยๆ เมื่อนึกขึ้นได้ จะช่วยให้เลือดดำไหลกลับได้ดีขึ้นและไม่ขังอยู่ทำให้เป็นเส้นเลือดขอด

การตรวจต่าง ๆ

การตรวจปัสสาวะ

       ในการตรวจปัสสาวะบางครั้งอาจพบว่ามีปริมาณน้ำตาลสูงซึ่งอาจหมายถึง การเป็นเบาหวานในระหว่างการตั้งครรภ์ อย่าเพิ่งตกใจ เมื่อคุณรับประทานอาหารมากขึ้น มีการเผาผลาญมากขึ้น บางครั้งตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ ทำให้มีน้ำตาลเหลือ และกรองผ่านไตออกมากับปัสสาวะ คุณหมออาจจะให้ตรวจซ้ำ หากผลการตรวจครั้งที่ 2 ปกติ เนื่องมาจากร่างกายสามารถปรับตัวและผลิตอินซูลินออกมาได้เพียงพอ ก็จะมีการเจาะเลือดเพื่อตรวจ GTT (Glucose tolerance test) เพื่อยันยันผลการตรวจว่าปกติแน่นอน

     
 
Eng Thai

ทราบข่าวสาร และ Promotion ก่อนใคร

คลิก"ถูกใจ" ก่อนเลยค่ะ

 
 
VDO ความรู้โดยแพทย์
  • แบบประเมินความเครียด
  • แบบประเมินภาวะมีบุตรยาก
  •  
     

    Perfect Woman Institute : BLASTOCYST | IVF | มีบุตรยาก |เนื้องอกมดลูก | ร่วมงานกับเรา

    Perfect Woman Institute
    info@perfectwomaninstitute.com
    2123/1 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310
    โทร : 02 716 7001 แฟกซ์ : 02 716 7004

    Perfect Woman Institute is established to ensure the highest health standard for women in Thailand
    www.perfectwomaninstitute.com
     
     
    Google PageRank Checker facebook twitter You Tube flickrPerfectwomaninstiute.com Share