บลาสโตซิสท์คัลเจอร์ วิวัฒนาการของเด็กหลอดแก้ว
ปัจจุบันในยุคแห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ มีส่วนช่วยคน มีบุตรยาก อยากมีลูก ให้สมความปราถนาได้เป็นจำนวนมาก การรักษา ภาวะมีบุตรยาก ด้วยวิธี เด็กหลอดแก้ว (IVF) ชนิดที่เพาะเลี้ยงตัวอ่อนไว้ภายนอกร่ายกายนานขึ้น จนตัวอ่อนเจริญเติบโตถึงระยะฝังตัวหรือระยะ บลาสโตซิสท์ ( Blastocyst) ซึ่งเป็นตัวอ่อนที่มีอายุ 5 วัน และมีจำนวนเซลล์ 120-150 cells หรือการทำ IVF-Blastocyst transfer นั้น ถือเป็นวิธีการที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการรักษา ภาวะมีบุตรยาก แทนที่การทำ IVF แบบเดิมซึ่งใส่ตัวอ่อนระยะ 4 - 8 cells ในอดีตแพทย์จะต้องทำการใส่ตัวอ่อนกลับคืนให้ภายในวันที่สองหรือไม่เกินวันที่สามภายหลังจากไข่ถูกปฏิสนธิ เนื่องจากตัวอ่อนเหล่านั้นไม่สามารถรอดชีวิตต่อไปจนถึงระยะ บลาสโตซิสท์ ( Blastocyst) ในห้องปฏิบัติการได้ จนกระทั่งปัจจุบันได้มีการผลิตน้ำยาซึ่งสามารถใช้เพาะเลี้ยงตัวอ่อนให้เจริญเติบโตต่อไปได้จนถึงระยะ บลาสโตซิสท์ (Blastocyst) ด้วยเหตุนี้เราจึงได้รับประโยชน์อย่างมากจากเพาะเลี้ยงตัวอ่อนระยะ บลาสโตซิสท์ (Blastocyst) ตัวอ่อนระยะ บลาสโตซิสท์ (Blastocyst) นั้นเป็นตัวอ่อนที่มีการพัฒนาไปจนมีจำนวนเซลล์ 100 -120 เซลล์ และกว่าจะมาถึงระยะนี้ได้ตัวอ่อนจะต้องใช้เวลาในการพัฒนาตัวเองนานถึง 5 วันภายหลังจากที่ไข่ได้รับการปฏิสนธิ และระยะหลังจากนี้คือการฝังตัวลงบนเยื่อบุโพรงมดลูกของแม่และเกิดเป็นการตั้งครรภ์
ผลของการใส่ตัวอ่อนระยะ บลาสโตซิสท์ (Blastocyst)
- ในทางทฤษฎีแล้วยิ่งตัวอ่อนมีจำนวนเซลล์มากก็จะยิ่งมีโอกาสฝังตัวได้สูงขึ้น จากการศึกษาพบว่าอัตราการ ตั้งครรภ์ จากการใส่ตัวอ่อนระยะ บลาสโตซิสท์ (Blastocyst) สูงกว่าอัตรา การตั้งครรภ์ จากการใส่ตัวอ่อนระยะ 4 – 8 เซลล์ (เด็กหลอดแก้ว แบบเดิม)
- การใส่ตัวอ่อนระยะ บลาสโตซิสท์ (Blastocyst) คืนกลับสู่โพรงมดลูกจะเป็นการกระทำที่สัมพันธ์กับกระบวนการเจริญพันธุ์ตามธรรมชาติ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ตัวอ่อนระยะ 4 – 8 เซลล์นั้นเป็นระยะที่ควรจะอยู่ที่ท่อนำไข่ ดังนั้นการใส่ตัวอ่อนในวันที่ 2 และ 3 จึงอาจเป็นอัตรายต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อน เพราะต้องพบกับสภาวะแวดล้อมภายในมดลูกก่อนเวลาอันสมควร ดังนั้นการใส่ตัวอ่อนระยะ บลาสโตซิสท์ (Blastocyst) ซึ่งตามธรรมชาติจะผ่านท่อนำไข่ออกมาอยู่ในมดลูกแล้ว จะสอดคล้องกับระยะของเยื่อบุโพรงมดลูกและสามารถฝังตัวได้ทันทีเช่นเดียวกับกระบวนการตามธรรมชาติ
- โดยปกติตามธรรมชาติแล้วตัวอ่อน 30 – 40 % ไม่สามารถรอดชีวิตไปถึงระยะ บลาสโตซิสท์ (Blastocyst) ได้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากตัวอ่อนที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมอาจไม่เจริญเติบโตไปจนถึงระยะ บลาสโตซิสท์ (Blastocyst) ดังนั้นการเพาะเลี้ยง บลาสโตซิสท์ (Blastocyst) จึงเปรียบเสมือนการคัดเลือกตัวอ่อนระดับหนึ่งในการย้ายกลับคืนสู่โพรงมดลูก
- การยืดระยะเวลาเพาะเลี้ยงตัวอ่อนออกไปถึงระยะ บลาสโตซิสท์ (Blastocyst) ซึ่งมีเซลล์จำนวนมาก และเซลล์ของ บลาสโตซิสท์ (Blastocyst) ยังได้แบ่งแยกออกเป็นเซลล์ที่จะเจริญไปเป็นทารก และเซลล์ที่จะเจริญไปเป็นรกแล้ว ความจริงข้อนี้ช่วยให้ Embryologist สามารถดูดเอาเซลล์ส่วนที่จะพัฒนาไปเป็นรกของตัวอ่อนออกมาจำนวนหนึ่งเพื่อนำไปตรวจโครโมโซมได้ โดยไม่มีผลต่ออัตราการตั้งครรภ์ และการเจริญเติบโตต่อไปของตัวอ่อนในครรภ์ ซึ่งจะช่วยคัดกรองโรคทางพันธุกรรมได้อีกทางหนึ่ง
- นอกจากนี้การเพาะเลี้ยงตัวอ่อนระยะ บลาสโตซิสท์ (Blastocyst) ยังสามารถทำการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีคุณภาพดี และลดจำนวนตัวอ่อนที่จะใส่กลับคืนให้ได้เพื่อลดอัตราการ ตั้งครรภ์แฝด
การรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธี บลาสโตซิสท์ จึงเป็นแนวทางการรักษาที่ช่วยให้คนมีลูกยาก คนอยากมีลูก มีโอกาสมีลูกได้มีสูงขึ้น และเป็นเทคนิกที่มีการพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่องทั่วโลก |