ศิริราช เผยหญิงไทยป่วยมะเร็งปากมดลูก 6 พันราย/ปี ตาย 2.6 พันราย พบในอายุน้อยลงเรื่อยๆ เหตุสำส่อนทางเพศ-อาย-กลัว ไม่กล้าตรวจ
มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิงไทย โดยแต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่ 6,000 ราย และจะมีผู้ป่วยเสียชีวิตมากกว่า 2,600 ราย หรือเฉลี่ย 7 รายต่อวัน นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ใหญ่ของไทย สาเหตุหลักเกิดจากติดเชื้อฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัส หรือ เอชพีวี (HPV) เชื้อนี้ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มักพบในผู้ที่มีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสม เช่น การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยๆ หรือเปลี่ยนคู่นอนหลายคน
แม้มะเร็งปากมดลูกจะป้องกันได้ตั้งแต่ระยะแรกที่ตรวจพบ แต่หญิงไทยยังป่วยและเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูก เกิดจากการตรวจคัดกรองที่ไม่ครอบคลุม รวมทั้งข้อจำกัดของวิธีการตรวจคัดกรอง โดยเฉพาะความไวในการตรวจ ปัจจุบันการตรวจมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ
1.การตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวีโดยตรง วิธีนี้มีความไวของการตรวจหาความผิดปกติของปากมดลูกสูงมาก แต่ราคาแพง และทำได้ในสถานพยาบาลไม่กี่แห่ง
2.เป็นการตรวจแป๊ปสเมียร์ ซึ่งเป็นวิธีการดั้งเดิม ส่วนใหญ่ในประเทศไทยใช้วิธีนี้เพราะมีราคาถูก แต่ปัญหาคือ มีความไวของการตรวจหาเซลล์ผิดปกติค่อนข้างต่ำ อาจตรวจไม่พบความผิดปกติที่มีอยู่ และหากขณะตรวจภายในมีการอักเสบ มีประจำเดือน จะมีการปนเปื้อน บดบังเซลล์ผิดปกติ มีโอกาสที่จะตรวจไม่พบเซลล์ผิดปกติได้ อีกวิธีซึ่งขณะนี้ใช้แพร่หลายในประเทศพัฒนาแล้ว เป็นการตรวจหาเซลล์ผิดปกติด้วยของเหลว เรียกว่า Thin prep วิธีนี้พัฒนาขึ้นแทนเทคนิคแป๊ปสเมียร์ ข้อดีคือ มีความไวของการตรวจสูงกว่า แต่ราคาสูงกว่าการตรวจด้วยแป๊ปสเมียร์
ส่วนการป้องกันการติดเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูก สามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกัน ซึ่งจะสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร้งปากมดลูกได้ถึง 70%
ผู้ที่มารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทั้งหมดในปี 2551-2552 อายุระหว่าง 25-55 ปี จำนวน 4,742 ราย
ผลตรวจ Class I ปกติ ไม่มีเชื้อมะเร็ง จำนวน 2,708 ราย (57.11%)
(ควรมารับการตรวจซ้ำทุก 1 - 2 ปี แล้วแต่อายุ และความเสี่ยง)
ผลตรวจ Class II มีการอักเสบของช่องคลอดหรือปากมดลูก จำนวน 1,809 ราย (38.15%)
(ควรมารับการตรวจซ้ำทุก 6 เดือน - 1 ปี แล้วแต่อายุ และความเสี่ยง)
ผลตรวจ Class III สงสัยอาจจะมีเชื้อมะเร็ง จำนวน 107 ราย (2.26%)
(ควรมารับการรักษา หรือตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม)
ผลตรวจ Class IV มีเชื้อมะเร็ง จำนวน 12 ราย (0.25%)
(ควรมารับการรักษา หรือตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม)
|