การรักษาภาวะมีบุตรยาก  ด้วยเทคโนโลยีบลาสโตซิสท์คัลเจอร์ (Blastocyst Culture)
(มีลูกยาก, อยากมีลูก)

Blastocyst คือตัวอ่อนที่เจริญเติบโตไปแล้ว 5 วันหลังจากที่เกิดการปฏิสนธิของไข่และอสุจิ เป็นตัวอ่อนระยะก่อนฝังตัว มีจำนวนเซลล์ 120 – 150 เซลล์ ตัวอ่อนระยะนี้จะแบ่งเซลล์ออกเป็นสองชนิดคือ Inner cell mass ซึ่งเป็นส่วนที่จะเจริญไป เป็นทารก และ Trophoblas cells ซึ่งเป็นส่วนที่จะเจริญไปเป็นรก แตกต่างจากตัวอ่อนระยะ Cleaving (ระยะ 1-16 cells) ที่ยังเจริญเติบโตไม่ถึง 5 วันซึ่งมีเซลล์เพียงชนิดเดียวเท่านั้น


Blastocyst culture

          คือการทำการปฏิสนธิของไข่และอสุจิภายนอกร่างกายแล้วเลี้ยงตัวอ่อนต่อไปจนถึงระยะ Blastocyst แล้วจึงใส่กลับคืนสู่โพรงมดลูก เพื่อให้ไปฝังตัวและเกิดเป็นทารกต่อไป การเลี้ยงตัวอ่อนภายนอกร่างกายจนถึงระยะ Blastocyst นั้นต้องใช้ระยะเวลา 5 วัน และจะต้องใช้น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนตามความต้องการสารอาหารของตัวอ่อนแต่ละระยะ การใส่ตัวอ่อนกลับคืนสู่โพรงมดลูกในระยะ Cleaving (เพียง 4 - 8 cells) จะต้องเลี้ยงตัวอ่อนไว้ภายนอกร่างกาย 2 – 3 วัน แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาสภาวะ แวดล้อมในการเลี้ยงตัวอ่อนไว้ภายนอกร่างกายได้นานขึ้น (5 – 6) วัน จนกระทั่งตัวอ่อนเจริญเติบโตไปถึงระยะ Blastocyst ซึ่งเป็นตัวอ่อนที่มีการพัฒนาไปถึงขั้นสูงที่สุดก่อนที่จะฝังตัวเกิดเป็นเด็ก และเป็นระยะที่อยู่ในโพรงมดลูกตามธรรมชาติ  เมื่อใส่ตัวอ่อนกลับคืนสู่โพรงมดลูกตัวอ่อนจึงสามารถฝังตัวได้ทันที ตัวอ่อนที่แข็งแรงดีจะออกจากเปลือกเมื่อสิ้นสุดวันที่ 6 และภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากที่เจาะออกจากเปลือกแล้วก็จะเริ่มฝังตัวลงไปบนเยื่อบุโพรงมดลูกของแม่ จึงทำให้อัตราการ ตั้งครรภ์ ของวิธีการนี้สูงกว่าการใส่ตัวอ่อนในระยะอื่นๆทั้งหมด

ขั้นตอนในการรักษา

  1. กระตุ้นรังไข่ให้ผลิตไข่หลายๆใบ โดยการฉีดยา การฉีดยาจะฉีดวันละ 1 เข็มติดต่อกันโดยเฉลี่ยจะฉีดประมาณ 7 – 10 วัน โดยปกติจะต้องการไข่จำนวน 8 – 10ใบ ยาที่ใช้กระตุ้นไข่ในปัจจุบันเป็นยาชนิดใหม่ที่มีความบริสุทธิ์ของยามากขึ้นทำให้มีโอกาสได้ไข่จำนวนมากขึ้น และใช้ปริมาณยารวมทั้งจำนวนวันที่ฉีดลดลง
  2. เมื่อกระตุ้นไข่ด้วยยาแล้วแพทย์จะทำการตรวจติดตามการเจริญเติบโตของไข่โดยใช้เครื่องอุลตร้าซาวน์ เมื่อพบว่าไข่สุกสมบูรณ์เต็มที่แล้ว แพทย์จะทำการเจาะไข่เพื่อดูดเอาเซลล์ไข่ออกมาภายนอกร่างกาย
  3. การเจาะไข่จะเจาะผ่านทางช่องคลอด โดยใช้อุลตร้าซาวน์บอกตำแหน่ง แล้วใช้เข็มเล็กๆเจาะไข่ออกมาจากรังไข่ การเจาะไข่จะใช้เวลาประมาณ 5 – 10 นาทีเท่านั้น และแพทย์จะให้ยานอนหลับขณะทำการเจาะ และเมื่อคนไข้ตื่นขึ้นมาก็จะสามารถกลับบ้านได้เลย ไม่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาล                                                                                
  4. การเก็บเชื้ออสุจิทำได้โดยให้ฝ่ายชายหลั่งอสุจิใส่ภาชนะที่จัดไว้ให้ แล้วนำอสุจิที่ได้ มาคัดเลือกตัวที่แข็งแรง โดยใช้เครื่องมือพิเศษและน้ำยา Pure Sperm ทำให้สามารถคัดเลือกตัวอสุจิที่มีความสะอาดปราศจากเชื้อ และมีประสิทธิภาพในการผสมกับไข่ มากขึ้น ก่อนที่จะนำมาทำการปฏิสนธิกับไข่
  5. ทำการปฏิสนธิไข่และอสุจิ และเลี้ยงตัวอ่อนในห้องทดลอง โดยใช้เวลาเลี้ยงตัวอ่อนภายนอกร่างกายทั้งหมด 5 วัน
  6. เมื่อได้ตัวอ่อนที่เป็นระยะ Blastocyst แล้วแพทย์จะทำการใส่ตัวอ่อนกลับคืนสู่โพรงมดลูกให้ โดยใช้ท่อพลาสติกเล็กๆสอดผ่านทางช่องคลอดเข้าไปในโพรงมดลูก แล้ววางตัวอ่อนลงไป  ขณะใส่ตัวอ่อนคนไข้จะรู้สึกตัวตลอดเวลา โดยไม่มีความเจ็บปวดใดๆ  เมื่อใส่ตัวอ่อนเรียบร้อยแล้วต้องนอนพักอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนกลับบ้าน                                                    
  7. หลังจากใส่ตัวอ่อนไปแล้วแพทย์จะนัดมาพบเป็นระยะ เพื่อติดตามดูแลระดับฮอร์โมนให้มีความสมดุลย์ และมีสภาพเยื่อบุโพรงมดลูกเหมาะแก่การฝังตัวของตัวอ่อน
  8. หลังจากใส่ตัวอ่อนไปแล้ว 14 วัน แพทย์จะทำการทดสอบการตั้งครรภ์ โดยการเจาะเลือดตรวจหาระดับฮอร์โมน hCG หรือฮอร์โมนรกเด็ก

ข้อดีของการทำ Blastocyst Culture

  • อัตราการตั้งครรภ์สูงขึ้น (สูงกว่า 50 %)
  • สามารถเลือกตัวอ่อนที่มีคุณภาพดี และมีการเจริญเติบโตดีที่สุดใส่กลับคืนสู่โพรงมดลูกให้ได้
  • Blastocyst เป็นตัวอ่อนระยะที่อยู่ในโพรงมดลูกตามธรรมชาติ และพร้อมที่จะฝังตัวแล้ว เมื่อใส่กลับคืนสู่โพรงมดลูกให้ก็จะสามารถฝังตัวได้เลย ซึ่งเป็นวิธีการที่ตรงกับ กระบวนการในธรรมชาติมากที่สุด
  • ลดความเสี่ยงในการเกิดแฝดที่มีจำนวนทารกมากกว่า 2 คน เนื่องจากอัตราการตั้งครรภ์ด้วยวิธีการนี้ค่อนข้างสูง แม้ว่าจะใส่ตัวอ่อนเพียง 1- 2 ตัวอ่อนก็มีโอกาสตั้งครรภ์แล้ว
  • สามารถทำการวินิจฉัยความผิดปกติของตัวอ่อนก่อนใส่กลับคืนสู่โพรงมดลูกได้
  • ไม่ต้องมีความเจ็บปวดในการรักษา ไม่มีการผ่าตัด หรือเจาะท้อง
  • ไม่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาล สามารถกลับบ้านได้ทุกขั้นตอน

Testicular Sperm Extraction (TESE)
              เป็นวิธีการเจาะเอาอสุจิออกมาจากอัณฑะในกรณีที่ฝ่ายชายไม่มีตัวอสุจิในน้ำอสุจิที่หลั่งออกมา อันอาจเนื่องมาจากการอุดตันของท่อนำอสุจิ หรือถูกตัดบางส่วนของท่อนำตัวอสุจิ (ทำหมัน)
การทำ TESE เป็นการผ่าตัดเล็กๆและมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก โดยจะตัดเอาเนื้อเยื่อบางส่วน จากลูกอัณฑะโดยใช้เข็มดูดออกมาตรวจหาตัวอสุจิ  การผ่าตัดจะทำภายใต้การให้ยาชาเฉพาะที่ ตัวอสุจิที่ตรวจพบจะถูกนำไปฉีดเข้าไปในไข่โดยขั้นตอนของการทำ ICSIอ่านเพิ่มเติม

Intracytoplasmic  sperm injection (ICSI)
             คือเทคนิคการทำจุลหัตถการของไข่และอสุจิ โดยการใช้อสุจิตัวเดียว ดูดเข้าไปในเข็มแก้วเล็กๆ แล้วใช้เข็มนั้นเจาะเข้าไปในไข่ใบเดียวและฉีดอสุจิที่อยู่ในเข็มเข้าไปในไข่ เป็นการช่วยปฏิสนธิในรายที่มีจำนวนตัวอสุจิน้อยมาก หรือตัวอสุจิไม่สามารถเจาะเข้าไปในไข่ได้เองอ่านเพิ่มเติม

เด็กหลอดแก้ว ไอวีเอฟ (IVF : In Vitro Fertilisation)
            การถือกำเนิดครั้งแรกของเด็กหลอดแก้วในปี 1978 ถือเป็นจุดเปลี่ยนของการรักษาภาวะมีบุตรยากสมัยใหม่และอัตราการตั้งครรภ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม การปฏิสนธิภายนอกร่างกาย (IVF) และการช่วยเหลือการเจริญพันธุ์อื่นๆได้ทำการรักษาอย่างแพร่หลายทั่วไปในปัจจุบัน และได้มีการปรับปรุงพัฒนาให้ได้ผลสำเร็จที่สูงขึ้นและมีค่าใช้จ่ายคุ้มค่ามากกว่าการรักษาด้วยการใช้วิธีการแบบพื้นฐานต่างๆเช่นการผ่าตัดแก้ไขท่อนำไข่อ่านเพิ่มเติม

การตรวจความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อน (PGD)
            วินิจฉัยความผิดปกติของโครโมโซมของตัวอ่อนได้เรียกว่า Preimplantation Genetic Diagnosis (P.G.D.) PGDเมื่อสามารถคัดเลือกตัวอ่อนที่ปกติได้ ก็ใส่ตัวอ่อนกลับคืนสู่มดลูกให้ฝังตัวเกิดเป็นการตั้งครรภ์ โดยที่ทารกที่เกิดมานั้นสามารถมั่นใจได้ว่าไม่มีความผิดปกติของโครโมโซม เพราะได้ทำการตรวจก่อนแล้ว แต่ข้อเสียของวิธีนี้ก็คือ ต้องทำการปฏิสนธิไข่และอสุจิภายนอกร่างกาย จึงแนะนำให้ทำในรายที่มีภาวะเสี่ยงต่อการที่ทารกจะเกิดมามีความผิดปกติ เช่นในรายที่มารดาอายุมากและเคยมีบุตรเป็น Down’s syndrome มาก่อนก็จะทำการตรวจโครโมโซมคู่ที่ 21 ให้ หากตัวอ่อนมีโครโมโซมปกติก็จึงใส่กลับคืนในมดลูกให้ตั้งครรภ์ต่อไป หรือมารดาเป็นพาหะของโรคเลือดออกไม่หยุดซึ่งถ้าให้กำเนิดลูกชายจะต้องเป็นโรคนี้ จึงต้องทำการคัดเลือกเพศตัวอ่อนให้เป็นลูกสาวก่อน แล้วจึงย้ายตัวอ่อนไปใส่ไว้ในมดลูกให้ เนื่องจากหากทารกเป็นเพศหญิงก็จะไม่เป็นโรคนี้ เป็นต้นอ่านเพิ่มเติม



 
 
Contact us
Perfect Woman Institute

2123/1 New Petchburi Road, Bangkapi, Huaykwang,
Bangkok 10310 Thailand
Email : info@perfectwomaninstitute.com
TEL : 02 716 7001
FAX : 02 716 7004
ติดตามเราบน 
ลงทะเบียนรับข่าวสารจากเรา

verification image, type it in the box