คุณลลิตา - คุณธีรพัฒน์ เพชรช่วย
(วิศวกรบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจ)
ดช. ธีทัต (ชาโตว์) และ
ดญ.แพรภัทร (เฌอแตม) อายุ 8 เดือน
แต่งงานกันมาเกือบ 5 ปี ทั้งคู่เริ่มคิดอยากมีลูก ก็พยายามอย่างจริงจังตามธรรมชาติอยู่ร่วมปี เมื่อไม่มีวี่แววก็เริ่มไปขอคำปรึกษาตามคลินิกผู้มีบุตรยาก และได้ทำการรักษาวิธีฉีดเชื้อทำมา 2 ครั้ง ระหว่างนั้นก็หาข้อมูลไปด้วยเพราะรู้ว่าวิธีฉีดเชื้อโอกาสสำเร็จต่ำ ทั้งคู่เริ่มคิดว่าถ้าต้องทำหลายครั้ง ไหนจะเจ็บตัว เสียเวลา แถมเสียเงินอีก อีกทั้งยังไม่มีการอธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ติด ทั้งสองเริ่มศึกษาข้อมูลว่าการรักษาภาวะมีบุตรยากมีวิธีใดบ้าง และมีที่ไหนบ้างที่ให้การรักษาทางด้านนี้โดยเฉพาะ ต่อมาได้รู้จักคุณหมอจากเพื่อนของเพื่อนที่ไปรักษากับคุณหมอมาและได้ลูกแฝด หลังจากนั้นพี่สาวของคุณธีรพัฒน์ก็มาบอกว่าเห็นจาก Internet ว่าคุณหมอจะจัดสัมมนาให้ความรู้เรื่องการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีบลาสโตซิสท์ ทั้งสองจึงตัดสินใจไปร่วมฟังสัมมนา
ฟังสัมมนาเสร็จแล้วรู้สึกอย่างไรและเกิดอะไรต่อ
“ฟังแล้วรู้สึกว่าวิธีการทำบลาสโตซิสท์มีคำอธิบายที่เป็นเชิงวิทยาศาสตร์ ดูมีเหตุผลตอบได้ว่าทำไมถึงมีบุตรยาก มีการอธิบายขั้นตอนการรักษาอย่างละเอียด ประเมินค่าใช้จ่ายอย่างคร่าวๆให้ทราบ ก็เลยคิดว่าโอเค เราจะทำกับคุณหมอนี่แหละ เพราะชื่อเสียงคุณหมอก็มีอยู่แล้ว ก็มีความเชื่อมั่นใจตัวคุณหมอด้วยค่ะ”
ตอนมาทำการรักษาเป็นอย่างไรบ้างช่วยเล่าให้ฟังหน่อยค่ะ
“เรามาเริ่มรักษาเดือนมีนาคม 2551 ก่อนอื่นก็ต้องตรวจภายในดูก่อนว่ามีความผิดปกติที่ไหนหรือไม่ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการรักษา พบว่าเราทั้งคู่ปกติดี จึงเริ่มทำการฉีดกระตุ้นไข่อยู่ 1 สัปดาห์ ได้ไข่มาก็นำไปเลี้ยงเป็นตัวอ่อน คัดมาได้สามตัวที่ใส่กลับเข้าไป ช่วงนั้นลางานเลย2 สัปดาห์นอนอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้เครียดหรือคิดอะไรมาก ก็กังวลเล็กน้อยว่าจะสำเร็จหรือเปล่า แต่ก็ทำใจไว้ว่าถ้าไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร คือเราไม่กดดันตัวเองไงคะ ฮอร์โมนก็ขึ้นกระฉูดเลยคุณหมอก็ชมเชยใหญ่ พอครบลางานกลับไปทำงานวันแรกและตรงกับวันคุณหมอนัดตรวจ หลังตรวจคุณหมอพบว่ามีเลือดออกในมดลูก มีอาการที่เรียกว่าแท้งคุกคาม เราก็ admit เลยทันที คุณหมอก็ทำการหยุดเลือดและให้ยาป้องกัน นอนโรงพยาบาลอยู่ประมาณ 3 วัน ตั้งแต่นั้นมาเราก็เริ่มระวังตัวมากขึ้น เพราะเป็นคนทำอะไรเร็วไงคะ เลยต้องทำอะไรต่ออะไรให้ช้าลงมากๆ”
“เราตั้งใจว่าจะลางานเมื่อท้องได้ 7 เดือน เพราะท้องใหญ่มาก ประจวบกับพอไปตรวจครรภ์คุณหมอบอกว่าน้องเริ่มกลับหัวแล้ว 1 คน เราก็พยายามไม่ทำอะไรนอกจากพักอยู่นิ่ง ๆ เพราะไม่อยากคลอดก่อนกำหนด กำหนดคลอดจริง ๆ คือกลางเดือนมกราคม ก่อนคลอดไม่นานคือตรงกับช่วงวันปีใหม่เราก็มีปาร์ตี้กัน ปรากฏว่าเราเกิดอาหารเป็นพิษท้องเสียอาเจียน ปวดท้องก็เลยไปโรงพยาบาล มีอาการมดลูกบีบตัวเหมือนจะคลอด ตอนนั้นท้องได้ 35 สัปดาห์ คุณหมอบอกว่าจะคลอดเลยก็ได้ แต่ถ้าอดทนให้ครบ 38 สัปดาห์ก็จะดีสำหรับเด็ก เพราะจะได้มีความสมบูรณ์เต็มที่ คลอดเสร็จจะได้กลับบ้านได้เร็วไม่ต้องอยู่โรงพยาบาลนาน ก็เลยกลับมานอนพักที่บ้านอีก 2 สัปดาห์ก่อนจะกลับไปคลอดตามกำหนด”
คิดว่าวิธีรักษายุ่งยาก และค่าใช้จ่ายสูงหรือไม่
“ก็ยุ่งยากบ้าง สำหรับคนกลัวเข็มเพราะต้องมีการฉีดยาบ่อยมาก และสำหรับคนที่ทำงานและอาจไม่มีเวลามากนัก เพราะขั้นตอนการรักษาจะต่อเนื่องยาวไปประมาณเกือบ 2 เดือน ต้องมีการบริหารเวลาให้ดีพอ ในส่วนของค่าใช้จ่ายสำหรับกรณีเราก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะเราโชคดีได้ลูกมา 2 คนจากการทำเพียงครั้งเดียว นี่เราก็แนะนำเพื่อน ๆ ที่ทำงานไปหลายรายเหมือนกัน”
ประทับใจอะไรเป็นพิเศษบ้าง
“สถาบันดูแลเราเป็นอย่างดี ทั้งคุณหมอ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล บอกวิธีปฏิบัติตัวดี ให้ข้อมูลดี คุณหมอจะคอยให้กำลังใจ ไม่อยากให้เรากังวล อย่าคิดมาก ให้อยู่กับปัจจุบัน ทุกครั้งที่คุณหมอนัดจะมีการทำอัลตร้าซาวด์ 4 มิติ ทำให้เราเห็นการเจริญเติบโตของเขาทั้ง 2 คนตลอด”
|