คุณพิมพ์นิภา-คุณวิรัตน์ ตั้งนารากิจ และ น้องภาดล
ด้วยบุคลิกที่กระฉับกระเฉง ทันสมัยสมกับเป็นคนรุ่นใหม่ และด้วยวัย 32 และ 34 ตามลำดับ ทั้งคุณพิมพ์นิภา และ คุณวิรัตน์ ตั้งนารากิจ แสดงความเต็มใจและยินดีสละเวลาพูดคุยแบ่งปันถึงประสบการณ์ก่อนที่จะมามีเด็กชายภาดล ลูกชายสุดที่รักซึ่งมีอายุครบหนึ่งขวบไปเมื่อวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมานี้เอง
คุณวิรัตน์เป็นผู้เปิดฉากเล่าว่า “ตอนที่แต่งงานใหม่ๆ เราก็ปล่อยตามธรรมชาติไม่ได้คุมกำเนิดอะไร เวลาผ่านไปประมาณ 1 ปีเริ่มรู้สึกว่าคงมีลูกยากแล้ว ก็ไปปรึกษาหมอที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้หลายท่านและหลายแห่ง” ถึงตอนนี้คุณพิมพ์นิภาช่วยเล่าอีกคนว่า “ก็ไปมาหลายที่ ฉีดเชื้อไป 6 ครั้งก็ไม่ติด ทำอิคซี่ก็ติดอยู่เพียงเดือนเดียว เพราะตัวเองประสบอุบัติเหตุขณะขับรถ คือรถติดไฟแดงอยู่มีรถมาชนท้าย ก็เลยหลุด”
ทั้งคู่พักความพยายามไปประมาณหนึ่งปีจนพี่สาวแนะนำให้ไปปรึกษาหมอทองทิศ ก่อนที่ทั้งคู่จะมาพบคุณหมอทองทิศ ไม่เคยทราบเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยี "blastocyst" มาก่อนเลย รู้จักแต่ชื่อเสียงของคุณหมอเท่านั้น พอมาพบคุณหมอได้ยินเรื่อง "blastocyst" ก็สนใจและตัดสินใจที่จะรับการรักษาด้วยวิธีนี้โดยไม่รีรอ
มีขั้นตอนอย่างไรคะ
“ก็เริ่มด้วยการตรวจร่างกายก่อนคะ ไม่พบความผิดปกติใดๆ จึงเริ่มฉีดยากระตุ้นไข่ติดต่อกันทุกวันประมาณหนึ่งสัปดาห์ จำไม่ได้แน่คะว่ากี่วัน แต่ต้องฉีดเวลาเดียวกัน ยกเว้นเข็มสุดท้ายฉีดตอนสี่ทุ่มเพื่อให้ไข่ตก เช็คฮอร์โมนดูความพร้อม จากนั้นวันรุ่งขึ้นก็นัดมาทำการดูดไข่ออก ทำการผสมกับเชื้อทิ้งไว้ 5-6 วันจนตัวอ่อนสมบูรณ์ จึงฝังกลับเข้าไปในมดลูก” แต่ในครั้งนั้นคุณพิมพ์นิภาเกิดอาการไมเกรน ซึ่งเป็นโรคประจำตัว กำเริบ ทำให้ฮอร์โมนตั้งครรภ์ไม่ขึ้น ก็ failed ไป
ทำอย่างไรต่อคะหลังจากนั้น
ก็เว้นช่วงไปประมาณหนึ่งปี
เพราะอะไรถึงเว้นช่วงนานขนาดนั้นคะ
“คือเราเหนื่อยนะครับ” คุณวิรัตน์ตอบ “ไหนจะค่าใช้จ่าย สภาพร่างกายและจิตใจ คือ เราเครียดก็เลยอยากไปพักผ่อนฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจสักพัก แล้วก็เหมือนกับเป็นการเตรียมตัวเราให้พร้อมสำหรับการ treatment ครั้งต่อไปด้วย”
ทั้งสองกลับมาทำการรักษาด้วยวิธี "blastocyst" กับคุณหมอทองทิศอีกเป็นครั้งที่สอง โดยผ่านขบวนการเหมือนครั้งแรกทุกประการ และทำตามคำแนะนำของคุณหมอทุกอย่าง ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จสมดังที่หวังไว้
พอทราบว่าท้องแล้วรู้สึกอย่างไรคะ
“ก็ดีใจนะครับ แต่ยังวางใจไม่ได้ถึงแม้จะผ่านระยะปลอดภัย 3 เดือนมาแล้ว ก็ยังต้องคอยลุ้นอยู่ตลอดเวลา เพราะโอกาสหลุดมีได้ และเราก็เคย failed มาหลายครั้งแล้ว ก็ต้องคอยระวังอยู่ตลอด ค่อนข้างเครียดครับ” คุณพิมพ์นิภาบอกอีกด้วยว่า “ในช่วงแรก ๆ ก็มีเลือดออก ต้องมานอนรพ.ให้คุณหมอรักษาจนปลอดภัย คุณหมอก็มาดูแลอย่างดีตลอดเวลา ขนาดท้องได้สักห้าเดือนซึ่งก็ถือว่าเป็นระยะที่ค่อนข้างปลอดภัย เราก็ยังอดกังวลไม่ได้ เหมือนเป็นโรคจิตแล้วไงคะ” “ระหว่างนั้นยังต้องลุ้นอีกด้วยนะครับว่าน้องจะมีอาการครบ 32 หรือเปล่า หรือมีความผิดปกติอย่างอื่นหรือไม่ เลยต้องเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจพิเศษ ทำให้ทราบเพศของลูกไปด้วยในตัว”
แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก..
ก็ใช่คะ แต่มันก็ช่วยทำให้เราสบายใจ จริง ๆ ถ้าจะพูดถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการทำก็ไม่ได้แพงเกินไป อาจจะสูงถ้าเทียบกับรพ.ของรัฐ ส่วนที่แพงจริง ๆ ก็คือยาฉีดกระตุ้นไข่ แต่อย่างอื่นก็เป็นการรักษาอาการเป็นราย ๆ ไป อย่างกรณีเราก็อาจจะสูงหน่อยเพราะมีเลือดออกทำให้ต้องนอนรพ.หลายรอบ แต่โดยรวมก็คิดว่าสมเหตุสมผลกับตัวเทคโนโลยีนะคะ เพราะต้องบอกว่า "blastocyst-culture" เป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดแล้วสำหรับปัจจุบันนี้ในการรักษาภาวะการมีบุตรยาก คือมีการพัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่งในการเลี้ยงตัวอ่อนให้นานขึ้นก่อนที่จะฝังกลับเข้าไปในมดลูกใหม่
ประทับในอะไรเป็นพิเศษบ้างหรือไม่
“ความเชี่ยวชาญ และการทำงานเป็นทีมของคุณหมอ ทั้งในด้านการให้คำแนะนำ ความเอาใจใส่ การผ่าตัดก็ทำได้รวดเร็ว เพราะคุณหมอจะมีทีมแพทย์และพยาบาลคอยช่วยอยู่ด้วย ทำให้เรามั่นใจ รพ.ก็สะอาดทันสมัย ราคาก็ไม่ได้แพงจนเกินไป จะมีติดขัดก็ตรงเสียเวลารอคุณหมอนานหน่อย เพราะคนไข้คุณหมอเยอะ ถ้าทีมงานคุณหมอเพิ่มได้มากกว่านี้ก็จะดี โดยรวมเราก็รู้สึกพึงพอใจกับที่นี่”
ทั้งคู่คาดว่าคงจะกลับมาใช้บริการเพื่อให้ได้ลูกไว้เชยชมอีกคนหนึ่งในเร็ววันนี้
|